เนื้อหาของ Bitcatcha เกิดจากการสนับสนุนของผู้อ่าน เมื่อคุณซื้อผ่านลิงก์บนเว็บไซต์ของเรา เราอาจได้รับค่าคอมมิชชั่นจากพันธมิตร เรียนรู้เพิ่มเติม

คู่มือเริ่มต้น VPN – คำถามสำคัญที่ควรถามก่อนใช้ VPN

Avatar
WRITTEN BY
UPDATED
October 20, 2021

 

ยินดีต้อนรับเข้าสู่เครือข่ายเสมือนส่วนบุคคล (VPN) 101 เพื่อเป็นการเกริ่นนำแบบสั้น ๆ ผมเองได้ใช้ VPN มาไม่นานนักซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ถึงหนึ่งปีเองครับ แต่ก่อนหน้านั้นผมคิดชั่งใจอยู่นานพอสมควรทีเดียว

 

ในช่วงเวลากว่าสองปีที่คิดชั่งใจ ผมมีคำถามมากมายที่เกิดขึ้นในใจของผม บางคำถามยิ่งทำให้เกิดคำถามมากขึ้นไปอีก อุปสรรคแรกที่ต้องเอาชนะในตอนแรกคือ:

 

สารบัญ

 

คู่มือเริ่มต้น VPN

  1. VPN คืออะไร
  2. ทำไมถึงต้องใช้ VPN
  3. VPN ทำงานอย่างไร
  4. VPN ช่วยให้ข้อมูลของฉันปลอดภัยหรือไม่
  5. VPN ป้องกันการถูกระบุตัวตนได้จริงหรือไม่
  6. VPN ปกป้องข้อมูลของคุณอย่างไร
  7. จะใช้ VPN อย่างไร
  8. VPN ใช้กับอุปกรณ์อะไรได้บ้าง
  9. มันใช้งานยากแค่ไหน
  10. VPN จะทำให้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของฉันช้าลงหรือไม่
  11. วิธีเลือกผู้ให้บริการ VPN ที่เหมาะสม
  12. ฉันจะทราบได้อย่างไรว่า VPN ของฉันดีหรือเปล่า
  13. VPN ถูกกฎหมายหรือไม่
  14. เหตุใด VPN จึงผิดกฎหมายในบางที่
  15. บริการ VPN ของฉันถูกบล็อกได้หรือไม่
  16. ฉันสามารถทอร์เรนต์ด้วย VPN ได้หรือไม่
  17. ‘Kill switch’ คืออะไร
  18. VPN จะส่งผลต่อการเล่นเกมออนไลน์ของฉันหรือไม่
  19. ฉันใช้ VPN ฟรีได้หรือไม่
  20. บริการ VPN ราคาเท่าไหร่
  21. ฉันชำระเงินโดยไม่ใช้บัตรเครดิตได้หรือไม่

 

สรุป

 

VPN คืออะไร

 

VPN เชื่อมต่อพีซี Mac แท็บเล็ตหรืออุปกรณ์อื่น ๆ ของคุณกับอินเทอร์เน็ตผ่านคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น คุณกำลังเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นแทนที่จะเชื่อมต่อโดยตรงผ่านอินเทอร์เน็ตของคุณเอง นอกเหนือจากนั้น VPN ยังเข้ารหัสข้อมูลที่คุณส่งเพื่อให้ปลอดภัย

 

 

ทำไมถึงต้องใช้ VPN

 

VPN อำพรางตำแหน่งที่ตั้งของคุณ

 

บริการพื้นฐานที่สุดของ VPN คือช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้อย่างปลอดภัยและเป็นส่วนตัว นั่นคือ การเชื่อมต่อกับบริการ VPN ก่อนที่จะเชื่อมต่อไปยังที่อยู่อินเทอร์เน็ตที่คุณต้องการ ตำแหน่งของคุณจะเป็นที่รับรู้ก็เฉพาะผู้ให้บริการ VPN เท่านั้น

 

มาดูกันว่าสิ่งนี้มีประโยชน์สำหรับอะไรบ้าง :

 

  1. การเข้าถึงเนื้อหา
    VPN ส่วนใหญ่มีสถานที่หลายแห่งที่คุณสามารถเลือกเพื่อใช้แสดงว่าเป็นตำแหน่งที่ตั้งของคุณ เพื่อช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ได้ในบางกรณี ผู้ให้บริการบางรายไม่รับการเชื่อมต่อจากสถานที่บางแห่ง ยกตัวอย่างเช่น Netflix ซึ่งจัดหาภาพยนตร์ให้กับแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกันและสมาชิกจะไม่สามารถชมภาพยนตร์ที่ฉายในพื้นที่อื่นได้
     
    จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ VPN ยังช่วยให้คุณหลีกเลี่ยง การเซ็นเซอร์เนื้อหา ในหลากหลายประเทศ (รายชื่อประเทศเหล่านี้กำลังเพิ่มมากขึ้น)
  2. ความเป็นส่วนตัว
    หากคุณเคยสงสัยว่า รัฐบาลหรือผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) คอยสอดส่องทุกอย่างที่คุณทำบนโลกออนไลน์ VPN ก็เหมาะสำหรับคุณอย่างยิ่งเลยทีเดียว คุณรู้ไหมว่า ในหลายประเทศ ISP ของคุณสามารถขายประวัติการท่องเว็บของคุณ ให้กับเอเจนซี่ด้านการตลาดและโฆษณา และหากได้รับการร้องขอจากรัฐบาล พวกเขามีหน้าที่ตามกฏหมายที่จะต้องส่งมอบ บันทึกกิจกรรมออนไลน์ของคุณ

 

 

VPN ทำงานอย่างไร

 

How does VPN work

* นี่คือแผนภาพพื้นฐานซึ่งแสดงการเคลื่อนที่ของข้อมูลหากคุณใช้ VPN รูปภาพนี้ได้มาจากบริษัท ExpressVPN แต่การเชื่อมต่อ VPN แบบเด้งเดียวทั้งหมดทำงานในลักษณะเดียวกัน

 

สำหรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตามปกติ เมื่อคุณพยายามเข้าถึงเว็บไซต์ทางอินเทอร์เน็ต คอมพิวเตอร์ของคุณจะส่งคำขอผ่านเซิร์ฟเวอร์ของ ISP ซึ่งจะเชื่อมต่อคุณกับเว็บไซต์ ส่วนการเชื่อมต่อ VPN คุณจะเชื่อมต่อโดยตรงกับเซิร์ฟเวอร์ของ VPN โดยข้ามเซิร์ฟเวอร์ของ ISP ของคุณ

 

หากคุณเคยได้ยินเกี่ยวกับไฟร์วอลล์มาก่อน VPN ก็ทำหน้าที่ในลักษณะเดียวกันในการป้องกันและปกป้องการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของคุณโดยใช้เซิร์ฟเวอร์ส่วนตัวและเข้ารหัสข้อมูล

 

 

VPN ช่วยให้ข้อมูลของฉันปลอดภัยหรือไม่

 

องค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ VPN เป็นที่ต้องการคือความปลอดภัย การเชื่อมต่อ VPN ช่วยให้ข้อมูลทั้งหมดที่คุณส่งและรับได้รับการเข้ารหัส ดังนั้น หากมีใครพยายามสอดส่องข้อมูลที่คุณกำลังส่ง การเข้ารหัสจะช่วยปกป้องข้อมูลของคุณให้ปลอดภัย (หรืออย่างน้อยก็ปลอดภัยกว่าการส่งโดยไม่เข้ารหัส)

 

ลองพิจารณาสถานการณ์ลักษณะนี้ดูครับ คุณกำลังหาซื้อของออนไลน์และกำลังจะซื้อสินค้า คุณอาจจะต้องส่งข้อมูลบัตรเครดิตของคุณไปยังผู้ขาย หรือคุณอยู่ที่ร้านกาแฟและพยายามเข้าถึงอีเมลของคุณ รหัสผ่านของคุณจะต้องถูกส่งไปยังอีเมลเซิร์ฟเวอร์ของคุณเพื่อทำการยืนยัน นี่เป็นสองกรณีตัวอย่างง่าย ๆ ที่ VPN สามารถช่วยให้คุณและข้อมูลของคุณปลอดภัย

 

 

VPN ป้องกันการถูกระบุตัวตนได้จริงหรือไม่

 

ที่อยู่ IP VPN และการรับส่งข้อมูลที่เข้ารหัสเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะปกป้องคุณจากการถูกระบุตัวตนได้ จริงอยู่มันทำให้คุณถูกติดตามหาตัวได้ยากขึ้น แต่คนที่เก่งทางเทคนิคก็ยังสามารถติดตามหาตัวคุณได้

 

ที่อยู่ IP ของคุณไม่ใช่สิ่งเดียวที่ระบุตัวของคุณบนโลกออนไลน์ ในความเป็นจริงมีบางกรณีเหมือนกันที่รับรู้กันว่า VPN ก่อให้เกิดการรั่วไหลของที่อยู่ IP จริง

 

วิธีอื่น ๆ ที่ทำให้ติดตามหาตัวคุณได้ก็อย่างเช่น การที่มีคนเอาข้อมูลส่วนตัวของคุณมาเปิดเผยในโลกออนไลน์หรือ doxing การใช้มัลแวร์ ความประมาทเผลอเรอและอื่น ๆ

 

ผมจะบอกว่า การที่คุณไม่ต้องการเปิดเผยตัวตนและไม่อยากถูกติดตามหาตัวได้ (หรือคุณหวาดระแวงแค่ไหน) จะส่งผลต่อรูปแบบการผสมผสานบริการของคุณ

 

ตัวอย่างเช่น คุณสามารถใช้ VPN ร่วมกับเบราว์เซอร์ที่ไม่ระบุตัวตนอย่าง TOR รวมถึงโปรแกรมความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ต บวกกับการใช้พลังความคิดเวลาทำกิจกรรมทางออนไลน์โดยเฉพาะในแง่ของการแชร์ข้อมูล

 

ฉะนั้น ขอตอบสั้น ๆ ว่า ไม่ คุณไม่สามารถหลบจากการถูกติดตามหาตัวได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

 

 

VPN ปกป้องข้อมูลของคุณอย่างไร

 

1. การเข้ารหัส

 

เมื่อคุณเชื่อมต่อกับบริการ VPN การรับส่งข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตและการสื่อสารทั้งหมดของคุณจะผ่านอุโมงค์ที่ปลอดภัย นั่นคือสิ่งที่ช่วยให้ข้อมูลของคุณเป็นส่วนตัวและปลอดภัย

 

VPN แต่ละรายใช้โปรโตคอลต่าง ๆ เพื่อวัตถุประสงค์นี้ซึ่งมีระดับความปลอดภัยที่แตกต่างกัน ต่อไปนี้คือตัวอย่างบางส่วน

 

  • ความปลอดภัยของโปรโตคอลอินเทอร์เน็ต (IPSec)
    IPSec ยืนยันตัวบุคคลผู้ใช้อินเทอร์เน็ตและเข้ารหัสข้อมูลระหว่างการเชื่อมต่อ มีสองโหมดคือการขนส่งและการสร้างอุโมงค์ ข้อมูลจึงปลอดภัยในระหว่างการถ่ายโอนระหว่างเครือข่าย IPSec สามารถใช้ร่วมกับโปรโตคอลความปลอดภัยอื่น ๆ เพื่อให้การท่องเน็ตปลอดภัยยิ่งขึ้น
  • โปรโตคอลการขุดอุโมงค์เลเยอร์ 2 (L2TP)
    L2TP เป็นหนึ่งในโปรโตคอลที่สามารถใช้ได้กับ IPSec โดยสร้างอุโมงค์ระหว่างสองจุดซึ่ง IPSec ดูแลการเข้ารหัสของข้อมูลที่ส่งผ่านระหว่างจุดนั้น
  • โปรโทคอลการขุดอุโมงค์แบบจุดต่อจุด (PPTP)
    PPTP เป็นโปรโตคอลแบบออล-อิน-วันที่ทั้งสร้างอุโมงค์และเข้ารหัสข้อมูล มันถูกใช้อย่างแพร่หลายและรองรับแม้แต่ในระบบ Mac และ Linux

 

2. ไม่มีนโยบายบันทึกการใช้งาน

 

นี่คือสิ่งที่จำเป็นต้องทราบเนื่องจากไม่ใช่ผู้ให้บริการ VPN ทุกรายจะมีนโยบายไม่บันทึกการใช้งาน โดยปกติประวัติการท่องอินเทอร์เน็ตของคุณจะถูกบันทึกไว้ หากไม่มีการเก็บข้อมูลเหล่านี้ไว้ แน่นอนว่าผู้ให้บริการ VPN ก็ไม่สามารถขายหรือส่งมอบบันทึกการใช้งานให้กับรัฐบาลหรือหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายใช่ไหมล่ะครับ

 

หาก VPN รายไหนไม่มีนโยบายบันทึกการใช้งาน ก็จะระบุเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนในเว็บไซต์ ยกตัวอย่างเช่น PureVPN ซึ่งเป็นหนึ่งในหลาย ๆ รายที่ไม่บันทึกการใช้งานของผู้ใช้บริการ

 

vpn service without logging

 

 

วิธีใช้ VPN

 

VPN ส่วนใหญ่จะมีกระบวนการของตัวเอง แต่สิ่งที่เป็นพื้นฐานเหมือนกันคือคุณต้องติดตั้งซอฟต์แวร์ VPN บนอุปกรณ์ของคุณ (เช่นเราเตอร์ พีซีหรือสมาร์ทโฟนของคุณ) การตั้งค่าอาจจะทำได้ง่าย ๆ เพียงแค่กรอกชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน VPN ของคุณเมื่อคุณเปิดใช้งานซอฟต์แวร์ แต่มี VPN บางรายที่ให้คุณเลือกทำได้มากกว่านี้

 

สิ่งที่เลือกทำได้เพิ่มเติมก็อย่างเช่น เลือกโปรโตคอลความปลอดภัยที่คุณต้องการใช้ หรือเลือกตำแหน่งเซิร์ฟเวอร์ที่คุณต้องการเชื่อมต่อด้วยตนเอง

 

 

VPN ใช้กับอุปกรณ์อะไรได้บ้าง

 

มีอุปกรณ์สามประเภทหลัก ๆ ที่สามารถใช้กับ VPN ได้ (ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการ) ได้แก่ คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ แล็ปท็อป สมาร์ทโฟน แท็บเล็ตและเราเตอร์ ถ้าพูดให้เฉพาะเจาะจงลงไปก็คือ บริการนี้ทำงานบนแพลตฟอร์มที่มี Windows, Mac OS, iOS, Android และ Linux (เราเตอร์ส่วนใหญ่จะใช้ Linux)

 

โปรดทราบว่าเราเตอร์บางตัวไม่รองรับการใช้ VPN หากคุณกำลังใช้แบรนด์และรุ่นยอดนิยมยี่ห้อหนึ่งที่คุณภาพดีกว่า คุณก็น่าจะใช้ VPN ได้ แต่ควรตรวจสอบกับผู้ผลิตหรือเข้าไปสอบถามในฟอรัม ผมใช้ TP-Link Archer C7 ซึ่งรองรับได้

 

expressvpn configuration page

* โดยปกติ VPN จะมีคำแนะนำที่คุณสามารถปฏิบัติตามเพื่อช่วยให้คุณตั้งค่าได้บนอุปกรณ์หลายเครื่อง

 

ผมรู้ว่ามีบางเว็บไซต์ที่บอกว่าคุณต้องใช้เฟิร์มแวร์เฉพาะด้านอย่าง DD-WRT หรือ Tomato แต่นั่นไม่เป็นความจริง อย่างไรก็ตาม หากเราเตอร์ของคุณไม่ได้ถูกตั้งค่าให้รองรับ VPN มาตั้งแต่แรก คุณก็แค่ทำแฟลชและใช้เฟิร์มแวร์ตัวใดตัวหนึ่งที่อาจจะช่วยคุณได้

 

ต่อมาขอย้ำข้อควรระวัง: แม้ว่าคุณจะใช้ VPN บนโทรศัพท์มือถือของคุณ แต่ก็มีแอปจำนวนมากในโทรศัพท์มือถือ (ซึ่งคุณอาจจะติดตั้งไว้แล้ว) ซึ่งจะเก็บข้อมูลมากกว่าแค่ที่อยู่ IP ของคุณ จำได้ไหมครับว่าเวลาจะติดตั้งแอปเหล่านัั้น คุณจะต้องอนุญาตตามคำขอบางอย่าง นั่นหมายความว่าแม้จะใช้ VPN แต่ข้อมูลของคุณบางอย่างก็ยังถูกส่งไปยังผู้พัฒนาแอปเหล่านั้นได้อยู่ดี

 

 

มันใช้งานยากแค่ไหน

 

บอกตรง ๆ เลยว่า ก็ไม่ยากอะไรขนาดนั้น ผู้ให้บริการ VPN เกือบทุกรายมีเอกสารหรือวิดีโอมากมายสอนเกี่ยวกับวิธีตั้งค่าแอปพลิเคชั่นบนอุปกรณ์ต่าง ๆ ผมได้ดูมาหลายรายพอสมควรแล้วและบางรายก็ไปไกลถึงขั้นมีวิดีโอเกี่ยวกับวิธีการตั้งค่าทีละขั้นตอนเลยทีเดียว

 

ลองดูตัวอย่างหน้าวิธีการตั้งค่าของ ExpressVPN ดูกันครับ

 

expressvpn vpn steup with instructions

 

ผู้ให้บริการ VPN ส่วนใหญ่จะมีคำแนะนำที่ละเอียดมากแบบนี้ อันที่จริง บางรายใช้งานง่ายมากเพียงแค่กรอกชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านหลังติดตั้งแอปเสร็จ แล้วก็เลือกเเซิร์ฟเวอร์ แค่นี้ก็เริ่มใช้งานได้เลย

 

 

VPN จะทำให้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของฉันช้าลงหรือไม่

 

คำตอบของคำถามนี้คืออาจจะ เนื่องจากลักษณะของการให้บริการมักจะมีการทำให้ช้าเล็กน้อย อย่างไรก็ตามด้วยบริการ VPN ที่มีชื่อเสียงเกือบทั้งหมด ความช้าลงนี้มักจะไม่สามารถสังเกตเห็นได้

 

อย่างไรก็ตาม หาก ISP ของคุณควบคุมความเร็วอินเทอร์เน็ตในบางครั้งไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม การใช้ VPN อาจจะช่วยเพิ่มความเร็วของคุณได้ ผู้ให้บริการ VPN ชั้นนำหลายรายมีเครือข่ายที่ยอดเยี่ยมซึ่งใช้ประโยชน์จากผู้ให้บริการแบนด์วิดธ์ระดับพรีเมี่ยม

 

ตามปกติแล้ว ความเร็วที่ลดลงจนคุณสังเกตเห็นได้มักจะมาจากการที่เซิร์ฟเวอร์ที่คุณเลือกเชื่อมต่ออยู่ไกลออกไป

 

หมายเหตุทางเทคนิคเกี่ยวกับความเร็ว

 

ฮาร์ดแวร์ของคุณมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อความเร็วในการเชื่อมต่อ เมื่อ VPN เข้ารหัสข้อมูล กระบวนการนี้ต้องใช้พลังประมวลผลจำนวนมาก อุปกรณ์ทุกชิ้นมีไมโครโปรเซสเซอร์เป็นหัวใจสำคัญซึ่งส่งผลต่อความเร็วที่อุปกรณ์ทำสิ่งต่าง ๆ ความเร็วนี้ถูกคำนวณเป็นกิกะเฮิรตซ์ (GHz)

 

ยิ่ง GHz สูง การเข้ารหัสก็จะเร็วขึ้นซึ่งส่งผลให้การเชื่อมต่อก็จะเร็วขึ้นด้วย

 

เราเตอร์มีโปรเซสเซอร์ซึ่งมีความเร็วเฉลี่ยตั้งแต่ 800MHz ถึง 1.2GHz (แม้ว่าจะมีรุ่นที่สูงกว่าซึ่งมีอัตราอยู่ที่ 1.8GHz หรือมากกว่า) แล็ปท็อปโดยเฉลี่ยทำงานที่ประมาณ 1.6GHz ถึง 2.2GHz ในขณะที่พีซีโดยเฉลี่ยทำงานระหว่าง 2.6 ถึง 3.4GHz

 

VPN connection speed

 

เมื่อใช้บริการ VPN บนเราเตอร์ที่มีหน่วยประมวลผลที่ 1GHz ความเร็วของสาย VPN จะช้าลงอย่างมาก จากที่ได้ปรึกษากับฝ่ายให้บริการช่วยเหลือดูแลลูกค้าของ TorGuard ความเร็วสูงสุดที่ผมจะได้รับจากการใช้งานเราเตอร์คือประมาณ 17Mbps การใช้งาน VPN เดียวกันบนแล็ปท็อปที่ความเร็ว 1.8GHz จะให้ความเร็วประมาณ 150Mbps

 

ประเด็นก็คือมีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของ VPN ดังนั้น เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดของการเชื่อมต่อ VPN ที่รวดเร็ว อุปกรณ์ของคุณเองก็เป็นส่วนประกอบสำคัญเช่นกัน

 

 

วิธีเลือกผู้ให้บริการ VPN ที่เหมาะสม

 

vpn providers

 

มีบริการ VPN หลายสิบราย (หรือหลายร้อยรายหากคุณนับผู้ให้บริการรายเล็กรายน้อยด้วย) บางรายเป็นผู้ให้บริการ VPN หลักที่เชี่ยวชาญในเรื่องนี้โดยเฉพาะ แต่ในปัจจุบันมีบริษัทรักษาความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ตอีกมากมาย เช่น F-Secure, Kaspersky และ Avira ที่ขยายธุรกิจมาให้บริการ VPN ด้วย

 

ด้วยเหตุนี้ คุณจะเลือกผู้ให้บริการที่ใช่ได้อย่างไร เนื่องจากคุณมีโอกาสจะได้รับ “ข้อเสนอ VPN” มากมายก่ายกองจากค่ายต่าง ๆ ทุกวัน หากคุณพิมพ์ข้อความค้นหาบริการนี้ใน Google อันที่จริง การค้นหา VPN ที่เหมาะกับคุณมีองค์ประกอบหลักเพียงไม่กี่อย่าง:

 

1. ราคาเทียบกับความปลอดภัย

 

“คุณไม่สามารถได้หมดทุกอย่าง” นี่คือประโยคที่ได้ยินกันมานานแล้ว ยิ่งมีค่าใช้จ่ายมากเท่าไหร่ บริการก็มีแนวโน้มที่จะดียิ่งขึ้นเท่านั้น มันไม่ใช่แบบนั้นเสมอไป แต่โดยทั่วไปก็ออกจะไปในแนวนั้น ผู้ให้บริการ VPN ส่วนใหญ่สามารถเรียกเก็บเงินจากคุณได้เดือนละหกสิบถึงเก้าสิบบาท แต่ถ้าคุณหวาดระแวงเรื่องความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย จริง ๆ คุณจะยอมจ่ายเพิ่มอีกนิดหน่อยเพื่อความสบายใจหรือไม่ เลือกหาจุดลงตัวที่เหมาะกับกรอบความคิดของคุณโดยคำนึงถึงวัตถุประสงค์หลักในการสมัครใช้บริการ VPN

 

2. มีการบันทึกการใช้งานหรือไม่

 

สิ่งนี้สำคัญมาก ไม่ว่าคุณจะมีงบประมาณหรือจุดประสงค์ใด ผู้ให้บริการ VPN รายไหนที่เก็บบันทึกการใช้งาน ก็ไม่น่าเล่นด้วยเลย แค่มีการบันทึกก็แย่แล้วเพราะอาจจะมีปัญหาตามมาได้ เป็นที่รู้กันดีว่าผู้ให้บริการจำต้องยอมอ่อนข้อให้กับแรงกดดันของรัฐบาลมาแล้วหลายกรณี ดังนั้น คุณควรเลือกผู้ให้บริการที่เข้มงวดมากเกี่ยวกับนโยบายการไม่บันทึกข้อมูล

 

3. จำนวนและที่ตั้งของเซิร์ฟเวอร์

 

ประเด็นนี้ตอบโจทย์ผู้ที่ใช้ VPN เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์เป็นหลัก ตัวอย่างเช่นหากคุณต้องการเข้าถึงเนื้อหา Netflix ในสหรัฐอเมริกา คุณจะต้องมี…เซิร์ฟเวอร์ในสหรัฐอเมริกาบน VPN ของคุณ! ยิ่งผู้ให้บริการมีตำแหน่งที่ตั้งเซิร์ฟเวอร์มากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งมีตัวเลือกมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งเซิร์ฟเวอร์มีจำนวนมากเท่าไหร่ การเชื่อมต่อของคุณก็จะราบรื่นและรวดเร็วมากขึ้นเท่านั้น

 

4. ราคากับจำนวนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อบริการได้

 

ทุกวันนี้ จำนวนอุปกรณ์โดยเฉลี่ยในแต่ละครัวเรือนมีจำนวนมากอย่างบ้าคลั่ง ลองจินตนาการถึงคู่รักสักคู่ที่ใช้ชีวิตด้วยกัน แต่ละคนมีแล็ปท็อป แท็บเล็ตและสมาร์ทโฟน นั่นหมายถึงอุปกรณ์หกชิ้นในบ้านหลังเดียวกัน ตรวจสอบให้แน่ใจเสียก่อนว่า ผู้ให้บริการ VPN ที่คุณจะสมัครใช้นั้นยอมให้คุณเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้กี่เครื่องและเข้ากับไลฟ์สไตล์ของคุณมากน้อยแค่ไหน

 

5. การรั่วไหลของ IP

 

นี่เป็นปัญหาที่พบมากขึ้นในช่วงหลัง ๆ เห็นได้ชัดว่า ผู้ให้บริการ VPN บางรายมีปัญหาทางเทคนิคอยู่บ้างเล็กน้อยโดยปล่อยให้ IP จริงของลูกค้ารั่วไหลออกไป นั่นหมายความว่าลูกค้าเสียเงินฟรี เพื่อแก้ไขปัญหานี้ VPN จำนวนมากจึงเสนอช่วงทดลองใช้ ตรวจสอบการเชื่อมต่อของคุณให้ดีในช่วงทดลองใช้และหาก IP ของคุณรั่วคุณก็จะได้คำตอบว่าต้องทำอย่างไร นั่นคือ เลิกใช้บริการรายนั้น ๆ นั่นเอง

 

6. อินเทอร์เฟสผู้ใช้

 

ผมได้ชั่งใจว่าจะเพิ่มรายการนี้หรือไม่ แต่ในที่สุด อาการย้ำคิดย้ำทำของผมก็เป็นฝ่ายชนะ ผู้ให้บริการ VPN บางค่ายมีอินเทอร์เฟสที่เส็งเคร็งซึ่งทำให้ใช้งานได้แย่ ลองคิดดูให้ดี ๆ เสียก่อนที่คุณจะเลือกสมัครใช้แพ็กเกจ ยาวสามปีเพราะราคาแสนถูกจนอดใจไม่ไหว

 

 

ฉันจะทราบได้อย่างไรว่า VPN ของฉันดีหรือเปล่า

 

แน่นอน จุดขายของบริการ VPN คือความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย ฉะนั้น คุณจะทราบได้อย่างไรว่า สิ่งที่คุณเลือกใช้นั้นมีประสิทธิภาพตามที่ควรจะเป็นหรือไม่ คุณรู้หรือไม่ว่า IP ของคุณถูกเก็บไว้อย่างปลอดภัยหรือไม่ คุณเคยได้ยินเกี่ยวกับการรั่วไหลของเรื่องพวกนี้บ้างหรือไม่

 

บางครั้งความกังวลเหล่านี้อาจจะเกิดจากสิ่งที่ผมเรียกว่า “ฟีเจอร์ที่ใช้งานไม่ได้” ในผู้ให้บริการ VPN บางราย ซึ่งก็คือมันไม่ทำงานตามที่โฆษณาไว้ นั่นหมายความว่า ตัวตนของคุณอาจจะตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกเปิดเผย

 

นี่คือการทดสอบง่าย ๆ ที่สามารถช่วยคุณได้

 

  • ไปที่ IPLeak และอ่านข้อมูลที่ปรากฏขึ้นมาต่อหน้าคุณ หาก VPN ของคุณทำงานอย่างที่ควรจะเป็น คุณจะเห็นข้อมูลเซิร์ฟเวอร์ VPN แทนที่จะเป็นข้อมูลจริงของคุณ DNSLeakTest ก็สามารถทำสิ่งนี้ได้เหมือนกัน หากคุณต้องการใช้ตัวเลือกอื่น
  • หากต้องการทดสอบความเร็ว VPN ของคุณ ให้ไปที่ SpeedTest หรือ TestmyNet และทำการทดสอบที่นั่น คุณสามารถทดสอบก่อนและหลังการเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ VPN เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของความเร็วและเวลาในการตอบสนอง

 

test vpn speed

* SpeedTest จะแสดงความเร็วในการอัปโหลดและดาวน์โหลดของคุณตลอดจนค่าความหน่วงเมื่อเชื่อมต่อไปยังเซิร์ฟเวอร์ที่ใกล้ที่สุด

 

มีการทดสอบขั้นสูงอื่น ๆ ที่คุณสามารถทำได้ด้วย แต่จะมีรายละเอียดมากกว่า

 

แม้ว่าคุณอาจจะพอใจกับบริการ VPN ที่ใช้อยู่แล้ว แต่การทดสอบเป็นครั้งคราวก็เป็นความคิดที่ดีเพราะจะทำให้คุณสบายใจได้เต็มเปี่ยม

 

 

VPN ถูกกฎหมายหรือไม่

 

นี่อาจจะเป็นคำถามที่ฟังดูแปลกสำหรับบางคน เนื่องจากทุกวันนี้มีผู้ให้บริการ VPN อยู่เยอะแยะมากมาย โปรดจำไว้ว่าอินเทอร์เน็ตไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลประเทศใดประเทศหนึ่งโดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม คุณต้องปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศที่คุณอาศัยอยู่ ฉะนั้น ตรวจสอบให้แน่ใจว่า VPN ถูกกฎหมายในประเทศของคุณก่อนที่คุณจะสมัคร

 

อย่าเพิ่งหัวเราะเยาะผมนะครับเพราะบางประเทศเข้มงวดมากจริง ๆ ยกตัวอย่างเช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) การถูกจับได้ว่าใช้บริการ VPN ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สามารถทำให้คุณถูกปรับได้มหาศาลเป็นจำนวนเงินตั้งแต่ 100,000 ถึง 500,000 ดอลล่าร์สหรัฐ

 

ไม่น่าแปลกใจที่ จีนเพิ่งผ่านกฎระเบียบ ที่อนุญาตให้ใช้บริการ VPN ที่รัฐบาลอนุมัติเท่านั้น นี่อาจจะเป็นมาตรการ “ควบคุม VPN ที่ดำเนินกิจกรรมข้ามพรมแดนอย่างผิดกฎหมาย” แต่อย่างที่เราทราบกันดีว่า มาตรการนี้เป็นเพียงการขยายพลังการควบคุมข้อมูลเข้าออกของจีนเท่านั้น

 

สุดท้ายนี้ หากคุณคิดจะใช้ VPN เพื่อหลีกเลี่ยงการเซ็นเซอร์ในที่ทำงานหรือโรงเรียนของคุณ คุณอาจถูกไล่ออกจากงานหรือถูกไล่ออกจากโรงเรียนได้ (ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของคุณ) เข้าใจใช่ไหมครับ

 

 

เหตุใด VPN จึงผิดกฎหมายในบางที่

 

เรื่องนี้แล้วแต่ประเทศเลยครับ แต่ส่วนใหญ่แล้ว ประเทศที่ห้าม VPN มีแนวโน้มที่จะควบคุมชีวิตพลเมืองเข้มงวดกว่าประเทศอื่น การแบน VPN ทำให้ประเทศเหล่านั้นสามารถตรวจสอบการเคลื่อนไหวในโลกออนไลน์ของพลเมืองทุกคนได้ง่ายขึ้น

 

นี่คือสาเหตุหลักบางประการ

 

  • เหตุผลทางศีลธรรม (เช่น สิงคโปร์)
  • เสถียรภาพทางการเมือง (เช่น จอร์แดน ลิเบีย)
  • ความมั่นคงของชาติ (เช่น อินเดีย รัสเซีย)
  • เหตุผลทั้งหมดข้างต้น (เช่น เกาหลีเหนือ จีน)

 

 

บริการ VPN ของฉันถูกบล็อกได้หรือไม่

 

บางประเทศที่เข้มงวดมากเกี่ยวกับการเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตถึงขั้นบล็อกบริการ VPN แม้ว่าจะไม่สามารถถอดรหัสข้อมูลได้ แต่การปิดกั้น VPN ในประเทศเหล่านั้นได้แสดงให้เห็นแล้วว่าประสบความสำเร็จในการบล็อกการเข้าถึง VPN โดยหยุดการเข้าถึงพอร์ตที่ปกติใช้โดยโปรโตคอล VPN ทั่วไป

 

ยกตัวอย่างเช่น Great Firewall of China ซึ่งเป็นส่วนเล็ก ๆ ของความพยายามโดยรวมของประเทศในการรักษาความปลอดภัยสาธารณะโดยการตรวจสอบระบบข้อมูลอย่างใกล้ชิด

 

 

ฉันสามารถทอร์เรนต์ด้วย VPN ได้หรือไม่

 

การแชร์ไฟล์แบบ P2P หรือการทอร์เรนต์นั้นไม่ผิดกฎหมาย แต่เป็นที่ทราบกันดีว่าเรื่องนี้กลายเป็นประเด็น เนื่องจากคนไม่สามารถรู้สถานะของไฟล์ที่แชร์เสมอไป ตัวอย่างเช่น การแชร์ไฟล์วิดีโอบางไฟล์อาจละเมิด
กฏหมายลิขสิทธิ์ดิจิทัลแห่งสหัสสวรรษของสหรัฐหรือ Digital Millennium Copyright Act นอกจากนี้ ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์บางตัวยังเป็นที่ทราบกันดีว่ามีการเผยแพร่เวอร์ชั่นละเมิดลิขสิทธิ์ผ่านการทอร์เรนต์

 

อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีว่าการทอร์เรนต์นั้นใช้แบนด์วิดธ์สูง ดังนั้น จึงมีผู้ให้บริการ VPN บางรายที่ไม่อนุญาตให้ใช้บริการทอร์เรนต์หรือจะมีการจำกัดแบนด์วิดธ์สำหรับสถานการณ์เหล่านั้น

 

หากคุณกำลังมองหาบริการ VPN ที่เป็นมิตรกับการทอร์เรนต์ ตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีการระบุไว้อย่างชัดเจนในเว็บไซต์ของพวกเขาด้วย

 

นี่คือ VPN บางส่วนที่เป็นมิตรกับการทอร์เรนต์

 

 

 

‘Kill switch’ คืออะไร

 

คนส่วนใหญ่ใช้ VPN เพื่อให้มั่นใจเรื่องความเป็นส่วนตัวซึ่งสำคัญที่สุดสำหรับพวกเขา นั่นเป็นสาเหตุที่บริการ VPN จำนวนมากนำแนวคิดของ “kill switch” มาใช้ สิ่งเหล่านี้มีขึ้นเพื่อช่วยตัดการเชื่อมต่อของคุณทันทีหากบริการของคุณกับเซิร์ฟเวอร์ VPN ถูกขัดจังหวะด้วยเหตุผลใดก็ตาม

 

วิธีนี้ช่วยป้องกันไม่ให้ IP จริงของคุณถูกเปิดเผยในขณะที่ไม่มีบริการ VPN

 

แน่นอนว่าหากคุณต้องการให้การเชื่อมต่อยังคงอยู่ต่อไปแทนที่จะถูกตัดหายไป คุณสามารถเลือกที่จะปิด Kill Switch ได้ในหลาย ๆ กรณี

 

 

VPN จะส่งผลต่อการเล่นเกมออนไลน์ของฉันหรือไม่

 

ผู้เล่นเกมมักจะไม่ชอบใจที่มีการใส่องค์ประกอบใหม่ ๆ เข้ามาในเครือข่ายเนื่องจากคนเหล่านี้มักจะกลัวว่าการเพิ่มอะไรใหม่เข้ามาจะส่งผลให้ความรวดเร็วลดลง ความล่าช้าเป็นตัวทำลายเกมออนไลน์และผมเองเคยเห็นคนเล่นเกมกรีดร้องใส่หน้าจอเมื่อต้องเผชิญกับการตอบสนองที่นานผิดปกติ

 

บางคนมอง VPN อย่างอดสงสัยไม่ได้ เนื่องจากพวกเขาสงสัยว่าการเพิ่มอะไรเข้ามาคั่นกลางระหว่างพวกเขากับเกมเซิร์ฟเวอร์จะช่วยลดความล่าช้าได้ยังไง อย่าลืมว่าคุณสามารถเลือกเซิร์ฟเวอร์ที่คุณต้องการเชื่อมต่อบน VPN ได้นะครับ

 

การเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ที่ใกล้กับเกมเซิร์ฟเวอร์ของคุณมากที่สุดน่าจะช่วยให้คุณได้รับการตอบสนองการทำงานที่รวดเร็วกว่าเดิม

 

นอกจากนั้น การที่ผู้ให้บริการมีตำแหน่งที่ตั้งเซิร์ฟเวอร์หลายแห่งยังหมายความว่าคุณจะสามารถเชื่อมต่อกับเกมเซิร์ฟเวอรจากประเทศ / ภูมิภาคที่คุณไม่สามารถทำได้ตามปกติ

 

 

ฉันใช้ VPN ฟรีได้หรือไม่

 

อันที่จริง มีบริการ VPN ฟรีอยู่มากมายซึ่งบางรายดำเนินการโดยบริษัทรักษาความปลอดภัยอินเทอร์เน็ตอย่าง Kaspersky อย่างไรก็ตาม มักจะมีปัญหาทางเทคนิคเล็กน้อยในประเด็นเหล่านี้

 

  1. VPN ฟรีจำนวนมากให้แบนด์วิดธ์ที่จำกัด
  2. มักจะมีสถานที่และ/หรือเซิร์ฟเวอร์ที่จำกัดมาก
  3. ความปลอดภัยของข้อมูลของคุณอาจจะไม่รับประกัน
  4. คุณภาพของบริการอาจเป็นที่น่าสงสัย
  5. มักจะมีข้อจำกัดในเรื่องสถานที่

 

สิ่งที่น่าคิด

ผู้ให้บริการฟรีต้องหารายได้จาก ที่ไหนสักแห่ง ซึ่งบริษัทเหล่านี้กำลังจัดการกับข้อมูลของคุณ

 

 

บริการ VPN ราคาเท่าไหร่

 

หากไม่นับรวมผู้ให้บริการ VPN ฟรี คุณอาจจะต้องจ่ายเงินระหว่าง 62 บาทถึง 310 บาทต่อเดือนโดยขึ้นอยู่กับหลากหลายปัจจัย ฟีเจอร์ในแพ็กเกจและระยะเวลาการชำระเงินมักจะส่งผลต่อราคา ยิ่งคุณเลือกชำระล่วงหน้านานเท่าไหร่ ราคาก็จะยิ่งถูกลงเท่านั้น

 

พิจารณากรณีของ NordVPN ซึ่งคิดราคาตามระยะเวลาที่คุณเลือก หากจ่ายเป็นรายเดือนก็ราคา 370 บาทต่อเดือน แต่ถ้าคุณจ่ายเป็นรายปี ราคาจะลดลงเหลือ 178 บาทต่อเดือน การเลือกใช้แพ็กเกจสามปีจะลดลงเหลือเพียง 85 บาทต่อเดือนซึ่งเป็นราคาที่สุดยอดมาก

 

nordvpn price

 

ลองชั่งน้ำหนักดูระหว่างประโยชน์ของการต้องใช้บริการแบบสองหรือสามปีเทียบกับเงินที่ประหยัดขึ้นมาได้หากต้องจ่ายรายเดือน ทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน

 

 

ฉันชำระเงินโดยไม่ใช้บัตรเครดิตได้หรือไม่

 

บัตรเครดิตทำให้ชีวิตดิจิทัลของเราเป็นเรื่องง่ายเนื่องจากเป็นวิธีการชำระเงินที่แน่นอนให้กับผู้ขาย อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงบริการ VPN นั่นคือ การที่เรายอมจ่ายเงินเพื่อจะได้ไม่ต้องเปิดเผยตัวตน ซึ่งอาจดูแปลกไปสักหน่อยหากเราต้องจ่ายด้วยวิธีการที่ระบุตัวตนชัดเจน

 

โชคดีที่ผู้ให้บริการบางรายเริ่มยอมรับ Bitcoin หรือสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ สำหรับการชำระเงิน หากต้องการทราบว่าผู้ให้บริการที่คุณเลือกรับ Bitcoin หรือไม่ ให้มองหาเครื่องหมาย Bitcoin ในหน้าวิธีการชำระเงินบนเว็บไซต์ของ VPN รายนั้น

 

multiple payment options

 

แน่นอนว่า หากคุณเลือกใช้วิธีการชำระเงินด้วย Bitcoin ก็จะไม่มีการต่ออายุอัตโนมัติและคุณจะต้องเริ่มขั้นตอนการชำระเงินใหม่ทุกครั้งที่คุณต่ออายุ

 

 

สรุป: ฉันควรใช้บริการวีพีเอ็นหรือไม่

 

โลกดิจิทัลในปัจจุบันเต็มไปด้วยอันตราย ไม่ว่าจะเป็นการสอดแนมของรัฐบาลไปจนถึงนักจารกรรมข้อมูลและนักต้มตุ๋น การซ่อนกิจกรรมดิจิทัลของคุณจึงควรเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ข้อควรพิจารณา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเครือข่ายสาธารณะเช่น GSM หรือ LTE ของผู้ให้บริการมือถือของคุณ ฉะนั้น อย่าชะล่าใจและควรใช้ VPN

 

ผมขอเล่าเหตุการณ์ง่าย ๆ ซึ่งเป็นประสบการณ์ส่วนตัวของผมก่อนที่จะจับเรื่อง VPN อย่างจริงจัง ผมนั่งอยู่ที่ร้านกาแฟกับหญิงสาวคนหนึ่งหลังจากไปร่วมงานมางานหนึ่ง เราพูดคุยกันถึงความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ เธอทำให้ผมประหลาดใจเมื่อเธอบอกว่าเธอใช้ VPN แม้กระทั่งบนโทรศัพท์มือถือ ผมจึงถามเธอว่า เธอมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยจริง ๆ หรือ

 

เธอเปิดแอปในโทรศัพท์ของเธอให้ดูซึ่งได้บันทึกความพยายามมากกว่า 30 ครั้งที่จะดักฟังโทรศัพท์ของเธอ นั่นแค่วันนั้นวันเดียวเท่านั้นนะครับ เธออธิบายต่อว่า จำนวนครั้งจะขึ้นหรือลงขึ้นอยู่กับว่าเธออยู่ที่ไหน ฟังมาถึงตอนนี้แล้วรู้สึกว่า มันน่ากลัวจริง ๆ ใช่ไหมล่ะครับ

 

หากคุณกำลังพิจารณาที่จะเพิ่ม VPN เข้าไปในรายการเครื่องมือรักษาความปลอดภัยของคุณล่ะก็ เราขอแนะนำให้คุณเพิ่มเข้าไปเลยครับ หรือหากคุณยังไม่มี ผมก็ขอให้คุณสมัครใช้งานเลยครับ จาก Krack attack เมื่อเร็วๆนี้แสดงให้เราเห็นว่าบริการ VPN เป็นสิ่งที่จำเป็นในปัจจุบัน ฉะนั้น ปลอดภัยไว้ก่อน จะได้ไม่ต้องเสียใจทีหลัง